เครื่องอบผ้าเพื่อน้องๆ

เนื่องจากผมและเพื่อนๆ ได้เคยไปเยี่ยมน้องๆ ที่บ้านสงเคราะห์ ทำให้ทราบถึงปัญหาเรื่องการซักผ้าและการตากผ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าฝน ที่ไม่ค่อยมีแสงแดด จะเกิดปัญหาอับชื้นและการติดเชื้อได้ง่ายมาก

ผมและเพื่อนๆ จึงอยากขอความร่วมมือทุกท่านที่ได้อ่านข้อความนี้ช่วยกันสมัครใช้บริการฟรีต่างๆ หรือซื้อสินค้าและบริการที่โฆษณาอยู่ในเวบนี้ เพื่อนำรายได้ทั้งหมดไปซื้อเครื่องอบผ้าให้กับน้องๆเพื่อน้องๆ จะได้มีสุขภาพที่ดีจากเสื้อผ้าที่ซักสะอาดและอบแห้ง (ถ้าไม่มีแสงแดด)


สนใจป้ายไหนคลิกได้เลยจ้า

รับส่งเงินออนไลน์ ยังไม่มีต้องรียสมัคร
สร้างรายได้พิเศษผ่านอินเตอร์เน็ต


CO.CC:Free Domain


รายนามผู้ร่วมบริจาคสมทบทุนซื้อเครื่องอบผ้า

-ดร.ชูชาติ หฤไชยะศักดิ์ NECTEC จำนวน 5,000 บาท
-นักศึกษาปริญญาโท มจพ. คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ รุ่น 11จำนวน 270 บาท
-พนักงานสำนักงานสารสนเทศ บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จำนวน 4,100 บาท
-พี่ๆกรมโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 3,300 บาท
-นักศักษา SMITT มจพ. รุ่น 9 ภาคค่ำ จำนวน 2,300 บาท
-ครอบครัวสมานชาติ จำนวน 3,000 บาท
-ครอบครัวไทยประยูร จำนวน 1,000 บาท
-คุณภัทรพร วัชรหิรัญ จำนวน 500 บาท
-คุณธีรัช บริบาลประสิทธิ์ จำนวน 1,000 บาท
-นักศักษา SMITT มจพ. รุ่น 7 ภาคค่ำ จำนวน 10,000 บาท
-พี่โอ MA จำนวน 300 บาท
-อ.ดร.จิรารัตน์ สิทธิวรชาติ มจพ. จำนวน 500 บาท
-คุณสมฤทธิ์ เหล่าอิ่มจันทน์ จำนวน 500 บาท
-ครอบครัว นุชิตประสิทธิ์ชัย จำนวน 8,000 บาท

รวมยอดเงินทั้งหมด 39,770 บาท

สนใจร่วมบริจาคติดต่อได้ที่ yuenyong.n@gmail.com

นอกจากการช่วยเหลือน้องๆ แล้วในเวบบล็อกนี้ยังรวบร่วมความรู้และสิ่งดีๆ อีกมากมาย
เช่น ความรู้เรื่องการลงทุน โปรแกรมฟรี บริการฟรีต่างๆ และความรู้อื่นๆ อีกมากมาย
อัพเดทเรื่อยๆ เข้ามาอ่านกันได้ทุกวันนะครับ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Investment แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Investment แสดงบทความทั้งหมด

Peak Energies ดอยพลังงาน

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 29 มิถุนายน 2551

พฤติกรรมของกำลังการผลิตของน้ำมันปิโตรเลียมที่กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นในช่วงแรกและจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดหลังจากที่แหล่งน้ำมันถูกดูดออกไปใช้ประมาณครึ่งบ่อ หลังจากนั้นกำลังการผลิตจะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ จนหมดบ่อ ซึ่งเราเรียกกำลังการผลิตที่จุดสูงสุดนี้ว่า Peak Oil นั้น ในความเป็นจริง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะน้ำมันปิโตรเลียม แต่รวมไปถึงพลังงานประเภทอื่นทั้งหมดที่เป็นพลังงานประเภทใช้แล้วหมดไปไม่สามารถผลิตขึ้นใหม่ได้เช่นเดียวกับน้ำมัน ลองมาไล่ดูว่ามีพลังงานอะไรบ้าง

แก๊สธรรมชาติ นี่คือพลังงานที่กำลังมาแรงหลังจากที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผมยังจำได้ว่าในสมัยก่อนเขาต้องจุดไฟเผาทิ้งเวลาที่ขุดเจอน้ำมันแล้วมีแก๊สธรรมชาติผสมมาด้วย ในปัจจุบันดูเหมือนว่าแก๊สธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่มีค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าน้ำมัน การใช้แก๊สธรรมชาติก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าที่จริงในเมืองไทยเรานั้น ในการผลิตไฟฟ้าดูเหมือนว่าเราจะใช้แต่แก๊สธรรมชาติเป็นหลัก เพราะนี่คือสิ่งที่เราค้นพบในบ้านเรา ในระดับโลกเอง แก๊สธรรมชาติก็มีการใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ ปริมาณการใช้ประมาณ 60% ของน้ำมัน อย่างไรก็ตาม แก๊สธรรมชาติเองนั้นก็มีการคาดการณ์กันว่าน่าจะมีกำลังการผลิตใกล้ Peak หรือยอดดอยเหมือนกัน นั่นคือ บางคนบอกว่าภายใน 3-4 ปีนี้ อย่างมากไม่เกิน 13-14 ปี กำลังการผลิตถึงจุดสุดยอดแน่นอน หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ ลดลง เรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะอย่างแหล่งแก๊สของไทยเองก็ดูเหมือนว่าจะมีเวลาหมดภายในเวลา 10 หรือ 20 ปีเหมือนกัน

ถ่านหิน นี่คือแหล่งพลังงานที่ใหญ่มากหรืออาจจะเรียกว่าใหญ่ที่สุด แต่นี่ก็เช่นเดียวกัน มี Peak Coal หรือดอยถ่านหินเช่นกัน เพราะถ่านหินนั้น ในช่วงที่พบหรือเริ่มผลิตแรก ๆ เราสามารถที่จะขุดได้ง่าย แทบจะเรียกว่าตักได้เลยจากพื้น และถ่านหินที่เริ่มมีการขุดชุดแรก ๆ มักจะเป็นถ่านหินคุณภาพดีที่ให้พลังงานสูงและมีเศษเหลือที่ไม่พึงประสงค์น้อยพูดง่าย ๆ เป็นถ่านหินคุณภาพดี หลังจากนั้น พอถึงจุดสุดยอด ถ่านหินที่ขุดง่าย ๆ ก็จะหมดไป จะต้องขุดลึกลงไปเรื่อย ๆ และถ่านหินที่ได้มีคุณภาพแย่ลงเรื่อย ๆ และนี่คือปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิด Peak Coal ในทำนองเดียวกับ Peak Oil สรุปว่า กำลังการผลิตถ่านหินนั้นก็ใกล้ถึงจุดสุดยอด แม้ว่าจะดูว่าสำรองของถ่านหินนั้นมีมหาศาล แต่กำลังการผลิตใกล้ถึงจุดสูงสุด คาดการณ์กันว่าประมาณ 13 ปีข้างหน้าเช่นเดียวกับแก๊สธรรมชาติ

พลังงานนิวเคลียร์สำหรับหลายคนอาจจะบอกว่าเป็นทางออกหลังจากน้ำมันหมดโลก เพราะนอกจากจะเป็นพลังงานที่สะอาดแล้ว มันยังไม่ก่อให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วย แต่นี่ก็เช่นกัน มันจะเกิดจุดที่กำลังการผลิตถึงจุดสูงสุดคือเกิด Peak เหมือนกัน เพราะแร่ยูเรเนียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เหมาะสมนั้นก็กำลังใกล้หมดและราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ การค้นพบก็น้อยลงเรื่อย ๆ และคาดว่าจะเกิด Peak ในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า

พลังงานอีกอย่างหนึ่งที่เริ่มมีการใช้มากขึ้นก็คือ ทรายน้ำมันและหินน้ำมันซึ่งมีมากในแคนาดา การใช้ก็คือ นำมันมาสกัดเพื่อให้ได้น้ำมันดิบออกมา แต่การสกัดน้ำมันจากทรายและหินน้ำมันนั้นใช้พลังงานมหาศาลและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ดังนั้น นี่ก็คงจะทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

นอกจากพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ทางออกที่จะใช้พลังงานที่ผลิตขึ้นใหม่ได้เองก็มีปัญหาในด้านของกำลังการผลิตเช่นกัน ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

พลังน้ำ นี่คือพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนต่าง ๆ นับถึงวันนี้อาจจะพูดได้ว่าเขื่อนใหญ่ ๆ ทั้งหลายในโลกนี้ ถูกสร้างหมดไปแล้วโดยเขื่อนสุดท้ายน่าจะเป็นเขื่อนไตรผาที่เมืองจีน แต่เขื่อนนั้นรวมกันทั้งหมดสามารถให้พลังงานคิดเป็นเพียงประมาณ 2- 3% ของการใช้พลังงานของโลกเท่านั้น

พลังงานที่กำลังร้อนแรงมากหลังจากราคาน้ำมันขึ้นไปสูงก็คือพลังงานชีวภาพ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เอธทานอล ที่เราเอามาผสมเป็นแก๊สโซฮอล หลายคนคิดว่านี่คือทางออกโดยเฉพาะในประเทศของเราที่สามารถปลูกพืชผลได้มากพอที่จะทำเอธทานอลใช้แทนน้ำมันได้ แต่ถ้ามองกันในภาพใหญ่ระดับโลกแล้ว การเอาพืชมาทำเป็นพลังงานนั้น ในทางทฤษฎี อย่างน้อยก็ในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ยังไม่มีเหตุผล เพราะการปลูกพืชนั้นเราต้องใช้พลังงานเช่น ต้องเอารถมาไถหว่าน ต้องใส่ปุ๋ยซึ่งมาจากน้ำมัน ต้องรดน้ำ ต้องเก็บเกี่ยวที่ต้องใช้เครื่องจักร ต้องนำผลิตผลไปส่งที่โรงงาน และในโรงงานก็ต้องใช้พลังงานในกระบวนการผลิต เสร็จแล้วก็ต้องนำเอาเอธทานอลที่ได้ไปส่งที่ปั๊ม คิดแล้ว พลังงานที่ใช้ไปในการผลิตเอธทานอลหนึ่งลิตรนั้น เผลอ ๆ จะมากกว่าพลังงานที่ได้จากเอธทานอลหนึ่งลิตรด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในระยะยาวแล้ว พลังงานจากพืชจึงไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาพลังงานหมดโลก

พลังงานที่ดูเหมือนว่าจะมีมากอย่างไม่จำกัดและมีต้นทุนในการผลิตต่ำมากก็คือ พลังงานแสงแดด พลังงานลม พลังงานจากคลื่นในทะเล และที่น่าสนใจมากก็คือ พลังความร้อนจากใต้ดินลึกลงไปในโลก ปัญหาของพลังงานเหล่านี้ก็คือ การลงทุนสร้างแผงเซลแสงอาทิตย์ การสร้างกังหันลม การสร้างอุปกรณ์ทั้งหลายที่จะมาจับพลังงานเหล่านี้มาใช้นั้น ต้องลงทุนและ "ใช้พลังงาน" มหาศาล เช่นต้องใช้เหล็กซึ่งเหล็กเองต้องใช้พลังงานมาถลุงและอื่น ๆ อีกมาก เหนืออื่นใดก็คือ นับถึงวันนี้ พลังงานในกลุ่มนี้ยังมีการใช้น้อยมากรวมกันแล้วเพียงไม่เกิน 1% ของการใช้พลังงานทั้งโลก ดังนั้น การหวังพึ่งพิงพลังงานจากแหล่งเหล่านี้จึงยังหวังไม่ได้

ข้อสรุป ณ.วันนี้ก็คือ พลังงานของโลกทุกแหล่งน่าจะ Peak หรือมีกำลังการผลิตสูงสุดในช่วงประมาณปี 2020 ถึง 2025 หรืออีกประมาณ 12-17 ปี ข้างหน้า ยกเว้นว่าจะมีพลังงานอะไรใหม่ขึ้นมาในโลก ซึ่งการ Peak นี้ก็อาจจะนำไปสู่การขัดแย้งเพื่อแย่งแหล่งพลังงานกัน หนทางแก้ก็คือ การลดการบริโภคพลังงานลง และการลดการบริโภคที่ดีที่สุดก็คือ ราคาของพลังงานก็ควรจะต้องเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ ยังเป็นเรื่องของการคาดเดาและไม่ได้เป็นการบอกใบ้ว่า ราคาของพลังงานทุกชนิดจะต้องเพิ่มขึ้นหรือหุ้นพลังงานทุกตัวน่าจะดี พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเอธทานอล ผมยังจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน คนบอกว่า ถ้าราคาน้ำมันถึง 40-50 เหรียญต่อบาร์เรล การผลิตเอธทานอลจะคุ้มค่าเพราะต้นทุนของเอธทานอลอยู่ตรงนี้ แต่พอน้ำมันขึ้นไปเป็น 100 เป็น 130 เหรียญ การผลิตเอธทานอลก็ยังไม่เห็นได้กำไรเป็นเรื่องเป็นราว เหตุผลก็คือ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่ม วัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการผลิตเอธทานอลก็ขึ้นตาม อย่าลืมว่า การผลิตเอธทานอลนั้นก็ต้องใช้น้ำมันและพลังงานไม่น้อย

ที่มา: http://www.thaivi.com/article/value-investor/536-peak-energies.html

Continuar leyendo

หุ้นถูกเรื้อรัง

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 17 มิ.ย. 2551 จาก ThaiVi.com
มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์กลุ่มหนึ่งที่ผมเองเคยซื้อ เคยขายไปแล้ว หรือบางทีก็ยังถืออยู่หรือกำลังคิดที่จะซื้อ และส่วนใหญ่ก็ยังจับตาดูอยู่ แต่กลับเป็นหุ้นที่ผมยังไม่เข้าใจดีพอและไม่รู้ว่าอนาคตมันจะวิ่งขึ้นไปไหม สิ่งเดียวที่ผมพอจะบอกได้ก็คือ ราคามันไม่ค่อยตกหรือตกก็ไม่มาก สิ่งที่ยังไม่รู้ก็คือ ทำไมราคามันจึงไม่ไปไหนสักทีทั้ง ๆ ที่มันเป็นหุ้นที่แสนจะถูกและเข้าข่ายเป็นหุ้นคุณค่าไม่ว่าจะวัดโดยตัวเลขอะไร หุ้นกลุ่มที่ว่านี้คือหุ้นที่ผมอยากจะเรียกว่า “หุ้นถูกเรื้อรัง”

หุ้นถูกเรื้อรังนั้นมีคุณสมบัติร่วมกันบางอย่างดังต่อไปนี้คือ ข้อแรก เป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่น่าสนใจ หลายบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรม “ตะวันตกดิน” อีกหลายบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่โตช้าหรืออิ่มตัว เกือบทั้งหมดนั้นเป็นบริษัทที่เป็นโรงงานผู้ผลิตหรือขายสินค้าให้กับโรงงานอื่นหรือขายสินค้าที่คนซื้อไม่สนใจในตัวยี่ห้อสินค้า ไม่มีบริษัทไหนที่เป็นบริษัทที่ขายบริการ

ข้อสอง หุ้นถูกเรื้อรังนั้นมีผลการดำเนินงานที่ดีเข้าข่ายเป็นหุ้นคุณค่าทุกด้าน เริ่มตั้งแต่ตัวเลขยอดขายและกำไรที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอต่อเนื่องมาหลายปี ยอดขายและกำไรของหลายบริษัทอาจจะไม่ค่อยเติบโตมากนัก แต่บางบริษัทก็เติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่ดีพอใช้ เรียกว่าผลการดำเนินงานนั้นอยู่ในข่ายที่สามารถ “คาดการณ์ได้” เช่นเดียวกัน บริษัทเหล่านี้มักจะมีปันผลสม่ำเสมอและผลตอบแทนจากปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีคือประมาณ 5- 6 % ต่อปี และถ้าใครที่ลงทุนแล้วหวังปันผลเป็นหลักแล้วละก็ หุ้นเหล่านี้ก็เป็นหุ้นที่น่าสนใจ จะเรียกว่าเป็นหุ้นห่านทองคำก็น่าจะได้

ข้อสาม ฐานะทางการเงินของบริษัทในกลุ่มนี้ค่อนข้างมั่นคง หนี้สินที่เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงินมักจะมีน้อยหรือไม่มีเลย ยิ่งไปกว่านั้น หลายบริษัทมีเงินสดมหาศาลจนเกินความจำเป็น นอกจากเงินแล้ว บริษัทเหล่านี้มักจะมีทรัพย์สินอย่างอื่นที่มีค่าเพิ่มขึ้นจากมูลค่าทางบัญชีด้วย ดังนั้น ความ “ถูก” ของหุ้นจึงแทบไม่มีข้อสงสัยเลยถ้ามองจากทรัพย์สิน

ข้อสี่ ถ้าวัดความ “ถูก” ของหุ้นจากค่า PE หรือดูจากราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้นก็จะพบอีกว่า หุ้นเหล่านี้มีค่า PE ที่ค่อนข้างต่ำ นั่นคือ เกือบทั้งหมดมีค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่า หลายบริษัทมีค่า PE เพียง 7-8 เท่าหรือต่ำกว่าก็มี ดังนั้น สำหรับ Value Investor ที่เพิ่งเข้ามาศึกษาหุ้นเหล่านี้ เขาก็มักจะสรุปทันทีว่านี่คือหุ้นคุณค่าที่น่าสนใจมาก

ข้อห้า ในด้านของการบริหารงานของกิจการ สิ่งที่มักจะพบก็คือ บริษัทน่าจะมีการบริหารที่ดี หลายบริษัทอาจได้รับรางวัลดีเด่นด้านการผลิต หลายบริษัทก็มีความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจที่ใช้ได้ มองในด้านของการคุมโรงงานหรือบริหารการขาย หรือการจัดการโดยทั่วไปแล้ว บริษัทเหล่านี้มักอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ดังนั้น มองโดยผิวเผินแล้ว Value Investor หลายคนก็มักจะสบายใจ และสรุปว่านี่คือหุ้นคุณค่าที่น่าลงทุน

แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกสักเล็กน้อย หุ้นถูกเรื้อรังนั้นมักจะมีจุดอ่อนที่เหมือนกันเกือบทุกบริษัทซึ่งผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือ บริษัทเหล่านี้มักมีนโยบายในการจัดสรรเงินที่บริษัททำมาหาได้อย่างที่ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยหรือนักลงทุนทั่วไป แต่อาจจะเป็นประโยชน์กับผู้บริหารและ/หรือหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็น “เจ้าของบริษัท” โดยที่การจัดสรรเงินสดและผลกำไรของบริษัทมักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

ข้อแรกที่เหมือนกันเกือบทุกบริษัทก็คือ เมื่อมีกำไรบริษัทมักจะจ่ายปันผลในอัตราที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นที่มีสถานะใกล้เคียงกัน หลายบริษัทจ่ายปันผลเพียง 25-30 % ของกำไรทั้ง ๆ ที่บริษัทไม่ได้มีหนี้สินที่เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงินเลย นี่เป็นข้อแรก

ข้อสอง บริษัทเหล่านี้ เนื่องจากมีกำไรต่อเนื่องและจ่ายปันผลน้อย หลายบริษัทจึงมีเงินสดเหลือมาก แต่แทนที่จะจ่ายคืนให้กับผู้ถือหุ้น กลับนำไปฝากแบงค์หรือซื้อตราสารการเงินที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ โดยเหตุผลอาจจะเป็นว่าเพื่อสำรองไว้ใช้ขยายงานหรือรองรับกับภาวะ “วิกฤติ” ในอนาคต บางบริษัทก็นำเงินสดที่มีไปขยายงานโดยเฉพาะในกิจการที่อยู่ในต่างประเทศหรือบริษัท “ในเครือ” มากมายไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยนั้น หวังที่จะเห็นปันผลเพิ่มยากเย็นมากและถ้าเพิ่มก็เพียงเล็กน้อย ในประเด็นนี้ก็อาจจะมีข้อถกเถียงว่าบริษัทต้องการลงทุนเพิ่มเพื่อที่จะได้ทำกำไรมากขึ้นซึ่งก็จะทำให้ผู้ถือหุ้นได้ปันผลมากขึ้นในอนาคต แต่สำหรับผมและ Value Investor อีกหลายคนนั้น อนาคตอาจจะไม่แน่นอน และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าการลงทุนเกิดความเสียหายและอนาคตเราอาจจะไม่ได้อะไรเลย เหมือนกับคำพูดที่ว่า “นกหนึ่งตัวในมือนั้น ดีกว่านกสองตัวในพุ่มไม้”

ข้อสาม บริษัทเหล่านี้มักมีผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเจ้าของที่ไม่ค่อยได้แสดงตัวต่อสาธารณชน คนที่ออกมาให้ข่าวและแถลงรายงานตอบคำถามต่าง ๆ มักเป็นผู้จัดการที่เป็นลูกจ้างที่ไม่ได้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ มองอีกด้านหนึ่งก็อาจจะเป็นว่า เจ้าของตัวจริงนั้นมีกิจการอื่น ๆ ที่มีค่าและต้องการเวลามากกว่ากิจการของบริษัทที่พูดถึง และนี่อาจจะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เจ้าของตัวจริงไม่สนใจที่จะจัดสรรเงินของบริษัทให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการจ่ายปันผล แต่อาจจะอยากเก็บเงินไว้ในบริษัทแล้วใช้ประโยชน์จากบริษัทแทนเช่น เอาบริษัทไว้ใช้ในการลงทุนกิจการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับกิจการของเครือ เอาบริษัทไว้ใช้เป็นที่ตั้งให้ผู้มีอุปการคุณเป็นกรรมการหรือเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นลูกจ้าง และอื่น ๆ อีกร้อยแปด

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงข้อสงสัยหรือข้อสังเกตของผม แต่ถ้าถามว่าตกลงเราควรซื้อหุ้นถูกเรื้อรังเพื่อลงทุนหรือไม่? คำตอบของผมก็คือ หุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นที่ “ถูกเรื้อรัง” นั่นแปลว่า โอกาสที่เราจะซื้อตอนหุ้นถูกและขายตอนหุ้นแพงมีน้อยมาก สิ่งที่พอจะหวังได้บ้างก็คือ กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นและราคาหุ้นก็ปรับตัวตามกันไป ซึ่งลักษณะนี้การปรับตัวแบบหวือหวาเร็วและสูงมากก็จะมีน้อย แต่ถ้าซื้อเพื่อกินปันผลก็คงจะพอได้ สิ่งที่สำคัญก็คือ อย่าซื้อหุ้นเหล่านี้เมื่อราคาหุ้นเพิ่งมีการปรับตัวขึ้นไปแรง เพราะหลายครั้งการปรับตัวขึ้นไปนั้นเกิดจากแรงซื้อของใครก็ตามที่เข้ามา และเนื่องจากหุ้นมีสภาพคล่องต่ำราคาจึงขึ้นไปแรง แต่เมื่อแรงซื้อหมด ราคาก็มักจะค่อย ๆ ปรับตัวกลับลงมา ดังนั้น ถ้าจะซื้อหุ้นถูกเรื้อรัง เราควรจะซื้อตอนที่หุ้นอยู่นิ่ง ๆ ในราคาถูกมาก อย่างไรก็ตาม ในการถือหุ้นถูกเรื้อรังนั้น เราอาจจะต้องรับความจริงว่าหุ้นอาจจะไม่ไปไหนนานมาก ซึ่งทำให้มัน “ไม่คุ้ม” กับเวลาที่เสียไปที่เราอาจจะไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก และนี่ก็คือสิ่งที่บัฟเฟตต์บอกว่า เวลาเป็นเพื่อนที่ดีของกิจการที่ดีเยี่ยมแต่เป็นศัตรูของกิจการพื้น ๆ แม้ว่ามันจะมีราคาถูก

ที่มา: http://www.thaivi.com/article/value-investor/533-.html

Continuar leyendo

จองที่พัก Hotel Reservation